สวัสดีค่ะคุณครูและผู้ปกครองทุกท่าน! ในโลกที่หมุนไวแบบทุกวันนี้ การเตรียมความพร้อมให้ลูกน้อยของเราตั้งแต่ปฐมวัยเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ เลยนะคะ ดิฉันในฐานะที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงการศึกษาเด็กเล็กมานาน เข้าใจดีเลยค่ะว่าบางทีเราก็แอบกังวลว่าจะมีเครื่องมืออะไรบ้างนะ ที่จะช่วยให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้และเติบโตอย่างเต็มศักยภาพจริง ๆ ไม่ใช่แค่ตามตำรา แต่ต้องสนุกและน่าค้นหาด้วยช่วงหลายปีมานี้ ดิฉันเองก็ได้เห็นเทรนด์ใหม่ ๆ และนวัตกรรมมากมายที่เข้ามาช่วยให้การสอนและการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในรูปแบบแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษา หรือแม้แต่แนวคิดอย่าง Unplugged Coding ที่ช่วยฝึกการคิดเชิงตรรกะให้เด็ก ๆ ผ่านกิจกรรมสนุก ๆ โดยไม่ต้องพึ่งหน้าจอมากเกินไป ซึ่งนี่เป็นสิ่งสำคัญมากในยุคที่เด็ก ๆ มักจะใช้เวลากับจอนานขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะเราทราบกันดีว่าพัฒนาการบางด้านของเด็กไทยยังต้องการการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องจากประสบการณ์ตรง ดิฉันเชื่อว่าเครื่องมือดี ๆ ไม่ได้หมายถึงของแพงเสมอไปนะคะ แต่เป็นการเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับวัยและกระตุ้นพัฒนาการรอบด้าน ทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ให้เด็ก ๆ ได้ลงมือทำ ได้ทดลองเล่นอย่างอิสระ ซึ่งตรงกับหลักสูตรปฐมวัยใหม่ปี 2568 ที่เน้นการเรียนรู้แบบสมรรถนะด้วยถ้าคุณครูและผู้ปกครองอยากรู้ว่ามีเครื่องมือและเคล็ดลับอะไรบ้างที่จะช่วยให้งานของเราง่ายขึ้นและเด็ก ๆ ก็แฮปปี้ด้วยล่ะก็ ตามมาเลยค่ะ ดิฉันเตรียมข้อมูลดี ๆ มาฝากเพียบเลย เรามาเรียนรู้ไปพร้อมกันแบบละเอียด ๆ ด้านล่างนี้เลยนะคะ
ปลุกพลัง Unplugged Coding: การเรียนรู้ตรรกะที่ไม่ต้องพึ่งจอ

Unplugged Coding: เมื่อตรรกะไม่เป็นเรื่องน่าเบื่อ
เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่า Unplugged Coding ไม่ได้เป็นแค่คำศัพท์เก๋ๆ แต่เป็นวิธีการที่ยอดเยี่ยมมากๆ ในการฝึกสมองลูกน้อยของเราให้คิดอย่างเป็นระบบ คิดเชิงตรรกะ และแก้ปัญหาได้ โดยไม่ต้องให้เด็กๆ จ้องหน้าจอเลยค่ะ!
ดิฉันเองได้ลองนำแนวคิดนี้มาใช้กับเด็กๆ ที่โรงเรียน แล้วเห็นผลลัพธ์ที่น่าทึ่งมากจริงๆ เด็กๆ ดูสนุกสนานกับการทำตามคำสั่งง่ายๆ เช่น เดินหน้า ถอยหลัง เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เพื่อพาเพื่อนหุ่นยนต์ไปให้ถึงจุดหมาย หรือการจัดเรียงบล็อกสีๆ ให้เป็นแพทเทิร์นที่กำหนด มันเหมือนกับการเล่นเกมเลยค่ะ แต่สมองของเขาได้ทำงานหนักกว่าที่คิดเยอะเลยนะ ได้ฝึกการคิดแบบเป็นขั้นตอน การแก้ไขข้อผิดพลาด (Debug) เมื่อทำไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้ เด็กบางคนถึงกับใช้ความคิดสร้างสรรค์ออกแบบเส้นทางเดินใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนใครเลยก็มี ทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ว่าการทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องนั้นสำคัญแค่ไหน และถ้าผิดพลาดก็แค่ลองใหม่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยค่ะ นี่แหละค่ะที่ดิฉันมองว่าเป็นการปลูกฝัง Growth Mindset ให้กับเด็กๆ ตั้งแต่ยังเล็กได้อย่างเป็นธรรมชาติมากๆ เลยทีเดียวเชียวค่ะ ไม่น่าเบื่อแถมยังได้พัฒนาทักษะที่จำเป็นในโลกยุคดิจิทัลโดยที่ไม่ต้องพึ่งหน้าจอเลยแม้แต่น้อย
กิจกรรมศิลปะและงานประดิษฐ์: ปลุกจินตนาการด้วยสองมือ
นอกจากการฝึกสมองด้วย Unplugged Coding แล้ว กิจกรรมศิลปะและงานประดิษฐ์นี่แหละค่ะ ที่เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือมหัศจรรย์ที่ช่วยให้เด็กๆ ได้ปลดปล่อยจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างเต็มที่ ดิฉันเชื่อว่าของเล่นที่ซื้อมาแพงๆ บางครั้งก็ไม่อาจเทียบได้กับความสุขที่เด็กๆ ได้สร้างสรรค์ผลงานด้วยสองมือของตัวเองเลยนะคะ เราอาจจะหาวัสดุที่หาได้ง่ายๆ รอบตัว เช่น กระดาษสี กรรไกร กาว ดินน้ำมัน หรือแม้แต่วัสดุเหลือใช้จากที่บ้าน เช่น กล่องกระดาษ ทิชชู แกนกระดาษทิชชู ให้เด็กๆ ได้ลองวาดรูป ปั้นดินน้ำมัน พับกระดาษ หรือแม้แต่ประดิษฐ์หุ่นยนต์จากกล่องนมเก่าๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยฝึกกล้ามเนื้อมือมัดเล็กให้แข็งแรง ซึ่งสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมในการเขียนหนังสือในอนาคตมากๆ ค่ะ แถมยังได้ฝึกการทำงานร่วมกัน การแบ่งปันอุปกรณ์ และการสื่อสารความคิดของตัวเองกับเพื่อนๆ และคุณครูด้วยนะคะ ที่สำคัญคือเราได้เห็นแววตาที่เป็นประกายของเด็กๆ เวลาที่เขาทำผลงานเสร็จและภูมิใจกับสิ่งที่ทำออกมาได้ ดิฉันรู้สึกว่านี่ไม่ใช่แค่กิจกรรมฆ่าเวลา แต่เป็นการลงทุนในพัฒนาการรอบด้านของเด็กๆ อย่างแท้จริงเลยค่ะ
เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้: เลือกใช้อย่างไรให้คุ้มค่าและปลอดภัย
แอปพลิเคชันเสริมทักษะ: ไม่ใช่แค่เล่น แต่ได้เรียนรู้
ในยุคนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งในวงการการศึกษาปฐมวัยเองก็มีแอปพลิเคชันดีๆ มากมายที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเสริมทักษะให้กับเด็กๆ ค่ะ แต่ในฐานะที่เราเป็นผู้ปกครองหรือคุณครู เราก็ต้องเลือกให้เป็นนะคะ ไม่ใช่แค่โหลดอะไรก็ได้มาให้ลูกเล่น เพราะแอปพลิเคชันที่ดีควรจะเป็นมากกว่าแค่เกมสนุกๆ แต่ต้องมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัยของเด็กๆ และส่งเสริมการเรียนรู้ในด้านต่างๆ เช่น ภาษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือแม้กระทั่งทักษะสังคมและอารมณ์ ดิฉันเคยแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่หลายๆ ท่านลองเลือกแอปพลิเคชันที่เน้นการโต้ตอบแบบเชิงรุก ให้เด็กๆ ได้คิด ได้ตัดสินใจ ไม่ใช่แค่ดูเฉยๆ อย่างเช่น แอปพลิเคชันที่ให้ลากตัวอักษรเพื่อสร้างคำ หรือแอปที่ให้แก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ง่ายๆ ผ่านตัวละครที่น่ารักๆ เวลาที่ลูกได้เรียนรู้ผ่านแอปพลิเคชันพวกนี้ เขาจะรู้สึกว่าการเรียนรู้ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ แถมยังได้ทบทวนสิ่งที่เรียนมาด้วยตัวเองอีกด้วยค่ะ แต่ก็อย่าลืมจำกัดเวลาการใช้หน้าจอของเด็กๆ ด้วยนะคะ เพื่อให้พวกเขายังมีเวลาสำหรับกิจกรรมอื่นๆ ที่สำคัญต่อพัฒนาการด้านร่างกายและสังคมด้วยค่ะ
สื่อดิจิทัลสำหรับผู้ปกครอง: ตัวช่วยในการสอนและติดตามพัฒนาการ
ไม่ได้มีแค่แอปพลิเคชันสำหรับเด็กๆ เท่านั้นนะคะ สื่อดิจิทัลสำหรับผู้ปกครองเองก็มีประโยชน์มากๆ ในการช่วยให้เราสอนลูกได้ง่ายขึ้นและติดตามพัฒนาการของลูกได้อย่างใกล้ชิดค่ะ เดี๋ยวนี้มีช่อง YouTube ดีๆ มากมายที่มีเนื้อหาการสอนภาษาอังกฤษ เพลงสำหรับเด็ก หรือแม้กระทั่งกิจกรรมศิลปะที่ทำตามได้ง่ายๆ ดิฉันเองก็มีช่องโปรดที่คอยติดตามอยู่หลายช่องเลยค่ะ บางครั้งเราอาจจะดูไปพร้อมๆ กับลูก แล้วใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการพูดคุย หรือต่อยอดกิจกรรมร่วมกันก็ได้นะคะ นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่ช่วยในการบันทึกพัฒนาการของเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกน้ำหนัก ส่วนสูง พัฒนาการด้านภาษา หรือทักษะต่างๆ ที่ลูกเรียนรู้ได้ในแต่ละช่วงวัย การมีข้อมูลเหล่านี้ทำให้เราเห็นภาพรวมของพัฒนาการลูกได้ชัดเจนขึ้น และสามารถวางแผนการส่งเสริมพัฒนาการได้อย่างเหมาะสม ที่สำคัญคือมันช่วยให้เราไม่พลาดช่วงเวลาสำคัญๆ ในการเติบโตของลูกรักไปเลยค่ะ
การสร้างสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นการเรียนรู้: มุมโปรดของเด็กๆ ที่บ้านและโรงเรียน
จัดมุมหนังสือและนิทาน: สร้างนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เล็ก
ถ้าถามดิฉันว่ามีเครื่องมืออะไรที่สำคัญที่สุดในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ดิฉันจะตอบว่า “หนังสือ” ค่ะ! หนังสือเป็นเหมือนประตูวิเศษที่พาเด็กๆ เข้าไปสำรวจโลกกว้างแห่งจินตนาการและการเรียนรู้ การจัดมุมหนังสือเล็กๆ ที่บ้านหรือในห้องเรียน ไม่จำเป็นต้องใหญ่โตอลังการ แค่มีชั้นวางหนังสือที่เด็กๆ เอื้อมถึง มีหนังสือภาพสวยๆ นิทานที่เนื้อหาสนุกสนานหลากหลายแนว แล้วก็มีเบาะนุ่มๆ หรือเสื่อเล็กๆ ให้เด็กๆ ได้นั่งอ่านอย่างสบายใจ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ การที่เราอ่านนิทานให้ลูกฟังตั้งแต่ยังเล็ก ไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาทักษะทางภาษาของเขาเท่านั้นนะคะ แต่ยังเป็นการสร้างความผูกพันที่ดีระหว่างเรากับลูก สร้างนิสัยรักการอ่าน และยังช่วยให้เขามีสมาธิที่ดีขึ้นด้วยค่ะ ดิฉันสังเกตเห็นว่าเด็กๆ ที่ถูกอ่านนิทานให้ฟังบ่อยๆ มักจะมีคลังคำศัพท์ที่เยอะกว่า และสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ ได้ดีกว่าเพื่อนๆ เลยนะ
มุมศิลปะและประดิษฐ์: ปล่อยให้ความคิดสร้างสรรค์โลดแล่น
อีกหนึ่งมุมที่ดิฉันอยากแนะนำให้มีทุกบ้านและทุกห้องเรียนเลยก็คือ “มุมศิลปะและงานประดิษฐ์” ค่ะ มุมนี้จะเป็นพื้นที่ที่เด็กๆ ได้เป็นอิสระ ได้หยิบจับวัสดุต่างๆ มาสร้างสรรค์ผลงานตามจินตนาการของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกลัวเลอะ ไม่ต้องกลัวผิด เราอาจจะเตรียมอุปกรณ์ง่ายๆ เช่น กระดาษเปล่า สีเทียน สีไม้ สีน้ำ ดินน้ำมัน กรรไกรสำหรับเด็ก กาว รวมถึงวัสดุเหลือใช้ต่างๆ ที่บ้านอย่างกล่องกระดาษ แกนทิชชู หรือเศษผ้าไว้ให้พวกเขาได้เลือกใช้ ดิฉันเคยเห็นเด็กคนหนึ่งใช้กล่องกระดาษเปล่าๆ สร้างสรรค์เป็นบ้านหลังเล็กๆ ที่มีประตู หน้าต่าง ครบครันภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเองค่ะ มันไม่ใช่แค่การวาดรูปหรือปั้นดินน้ำมันอย่างเดียวนะคะ แต่มันคือการฝึกการวางแผน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การใช้จินตนาการ และการแสดงออกทางอารมณ์ผ่านงานศิลปะด้วยค่ะ มุมนี้แหละที่จะช่วยให้ลูกๆ ของเราได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิดสร้างสรรค์และกล้าที่จะแตกต่างค่ะ
พัฒนาทักษะสมอง EF: กิจกรรมง่ายๆ รอบตัวที่พ่อแม่ทำได้ทุกวัน
เกมง่ายๆ ในครัวเรือน: ฝึกการคิดวางแผนและการควบคุมตัวเอง
ทักษะ EF หรือ Executive Functions เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ สำหรับเด็กๆ ในยุคนี้เลยนะคะ เพราะมันคือความสามารถในการบริหารจัดการชีวิตตัวเองให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นการวางแผน การจดจ่อ การควบคุมอารมณ์ และการยืดหยุ่นทางความคิด ดิฉันเชื่อว่าเราสามารถส่งเสริมทักษะ EF ให้กับลูกได้ง่ายๆ จากกิจกรรมในชีวิตประจำวันนี่แหละค่ะ เช่น การชวนลูกมาช่วยจัดโต๊ะอาหารง่ายๆ โดยให้เขาวางจาน ช้อน ส้อม ตามจำนวนคน หรือให้เขาช่วยรดน้ำต้นไม้ในสวนโดยให้เขาวางแผนว่าควรจะรดต้นไหนก่อนต้นไหนหลัง หรือแม้แต่การเล่นเกมง่ายๆ อย่างเกมซ่อนหา เกมต่อบล็อกไม้ หรือเกมกระดานที่ไม่ซับซ้อน สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการฝึกให้เด็กๆ ได้คิด ได้วางแผน ได้รอคอย และได้ควบคุมตัวเองให้ทำตามกติกาค่ะ ลองสังเกตดูนะคะว่าเวลาเด็กๆ ได้เล่นเกมเหล่านี้ เขาจะมีการวางแผนก่อนลงมือทำ บางครั้งก็อาจจะผิดพลาดบ้าง แต่สิ่งสำคัญคือเขาได้เรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นๆ เพื่อนำไปปรับใช้ในการเล่นครั้งต่อไป นี่แหละค่ะคือการเรียนรู้ทักษะชีวิตที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง
การเล่านิทานและบทบาทสมมติ: สร้าง EF ผ่านจินตนาการ

อีกหนึ่งวิธีที่ดิฉันเห็นว่าช่วยพัฒนาทักษะ EF ของเด็กๆ ได้อย่างสนุกสนานก็คือการเล่านิทานและการเล่นบทบาทสมมติค่ะ เวลาที่เราเล่านิทานให้ลูกฟัง ไม่ใช่แค่ฟังเฉยๆ นะคะ แต่เป็นการชวนให้ลูกได้ใช้จินตนาการ ได้คิดตามว่าตัวละครแต่ละตัวกำลังทำอะไร รู้สึกอย่างไร และถ้าเป็นเขาจะทำอย่างไรต่อไป ซึ่งเป็นการฝึกทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และการทำความเข้าใจอารมณ์ผู้อื่นค่ะ หรือถ้าจะให้สนุกยิ่งขึ้นไปอีกก็คือการชวนลูกเล่นบทบาทสมมติ เช่น เล่นเป็นคุณหมอ พยาบาล ครู นักดับเพลิง หรือแม้แต่เล่นเป็นสัตว์ต่างๆ เวลาที่เด็กๆ ได้สวมบทบาทเป็นคนอื่น เขาจะได้เรียนรู้ที่จะคิดจากมุมมองของคนอื่น ได้ฝึกการวางแผนบทบาทของตัวเอง และได้ควบคุมตัวเองให้สวมบทบาทนั้นๆ ได้อย่างแนบเนียน ดิฉันเคยเห็นเด็กๆ เล่นบทบาทสมมติเป็นครอบครัว แล้วมีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจนว่าใครจะทำอะไร ใครเป็นพ่อ ใครเป็นแม่ ใครเป็นลูก ซึ่งมันเป็นการฝึกการทำงานร่วมกันและการแก้ปัญหาในสถานการณ์จำลองได้อย่างดีเยี่ยมเลยค่ะ กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้แค่สนุกสนานเท่านั้นนะคะ แต่ยังเป็นการสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงให้กับทักษะ EF ของเด็กๆ ในอนาคตด้วยค่ะ
ของเล่นจากธรรมชาติและวัสดุเหลือใช้: คุณค่าที่มากกว่าราคา
DIY ของเล่น: ของเล่นชิ้นเดียวในโลกของลูก
ใครว่าของเล่นดีๆ ต้องแพงเสมอไปคะ? ดิฉันจะบอกว่าของเล่นที่มีคุณค่าที่สุดบางครั้งก็ไม่ได้ต้องเสียเงินซื้อเลยค่ะ! การชวนลูกมาประดิษฐ์ของเล่นเองจากวัสดุธรรมชาติรอบตัว หรือวัสดุเหลือใช้ที่บ้านนี่แหละค่ะ ที่เป็น “ของเล่นชิ้นเดียวในโลก” ของลูกอย่างแท้จริง เช่น เราอาจจะใช้ใบไม้ ดอกไม้ กิ่งไม้เล็กๆ มาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะ คอลลาจ หรือใช้กล่องกระดาษลังที่ไม่ใช้แล้วมาทำเป็นบ้านตุ๊กตา รถยนต์ หรือแม้แต่ยานอวกาศ ดิฉันจำได้ว่าเคยชวนเด็กๆ ที่โรงเรียนใช้แกนกระดาษทิชชูมาทำเป็นกล้องส่องทางไกล แล้วพวกเขาก็ดูตื่นเต้นกับกล้องที่ทำเองมากๆ เลยค่ะ การได้ลงมือทำเองตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้เด็กๆ เกิดความภาคภูมิใจในผลงานของตัวเอง และได้ฝึกทักษะหลายอย่างไปพร้อมๆ กัน ทั้งการคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา การใช้กล้ามเนื้อมือ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ของเล่นที่ทำเองแบบนี้จะมีความผูกพันทางใจกับเด็กๆ มากกว่าของเล่นสำเร็จรูปที่ซื้อมาเยอะเลยนะคะ
สำรวจธรรมชาติรอบตัว: ห้องเรียนที่มีชีวิต
ธรรมชาติรอบตัวเรานี่แหละค่ะคือ “ห้องเรียนที่มีชีวิต” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเด็กๆ ดิฉันเชื่อว่าการได้ให้เด็กๆ ออกไปสัมผัสกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่นในสวนสาธารณะ การเล่นทรายที่ชายหาด หรือแม้แต่การสำรวจมดที่เดินเรียงแถวอยู่บนพื้นดิน ล้วนแล้วแต่เป็นการเรียนรู้ที่มีคุณค่ามหาศาลค่ะ การได้สัมผัสพื้นผิวที่แตกต่างกัน ได้ฟังเสียงนกร้อง ได้ดมกลิ่นดอกไม้ ได้เห็นผีเสื้อโบยบิน สิ่งเหล่านี้กระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้าของเด็กๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม และยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกายและอารมณ์ให้สมบูรณ์แข็งแรงด้วยนะคะ ดิฉันเคยพาเด็กๆ ไปสำรวจพืชผักในสวนหลังบ้าน แล้วให้พวกเขาช่วยกันจำแนกสี รูปทรง และผิวสัมผัสของพืชแต่ละชนิด พวกเขาดูตื่นเต้นและตั้งใจมากๆ เลยค่ะ นี่แหละค่ะคือการเรียนรู้ที่สนุกและมีความหมาย ที่สำคัญคือมันช่วยให้เด็กๆ ได้เชื่อมโยงกับโลกภายนอกและเรียนรู้ที่จะรักและดูแลธรรมชาติด้วยค่ะ
การสื่อสารเชิงบวก: กุญแจสำคัญสู่พัฒนาการทางอารมณ์และสังคม
ฟังอย่างตั้งใจ: เข้าใจโลกใบเล็กของลูก
การสื่อสารไม่ใช่แค่การพูดออกไปเท่านั้นนะคะ แต่การฟังอย่างตั้งใจนี่แหละค่ะที่เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกๆ ของเรา ในฐานะที่คุณครูและผู้ปกครอง ดิฉันเชื่อว่าการที่เราตั้งใจฟังสิ่งที่ลูกพูด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม จะทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ได้รับความสนใจ และกล้าที่จะแสดงออกทางความคิดและอารมณ์ของตัวเองค่ะ บางครั้งลูกอาจจะเล่าเรื่องราวที่ดูไม่สมเหตุสมผล หรือเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในสายตาเรา แต่สำหรับเขาแล้วมันคือเรื่องใหญ่มากนะคะ การที่เรานั่งลง สบตาเขา และฟังเขาอย่างตั้งใจโดยไม่ขัดจังหวะ จะทำให้เขารู้สึกปลอดภัยและมั่นใจที่จะแบ่งปันเรื่องราวต่างๆ กับเรา ดิฉันเคยเจอเด็กที่เก็บกดไม่ค่อยพูด แต่พอเราเปิดโอกาสให้เขาได้ระบาย ได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในใจ เขาก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมากเลยค่ะ การฟังอย่างตั้งใจนี่แหละค่ะที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าใจโลกใบเล็กๆ ของลูก และช่วยให้เราสามารถให้คำแนะนำหรือช่วยเหลือเขาได้อย่างตรงจุดค่ะ
ชมเชยอย่างจริงใจ: สร้างความมั่นใจให้ลูกน้อย
การชมเชยเป็นเหมือนพลังวิเศษที่ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจของเด็กๆ ให้เติบโตอย่างแข็งแรงและมั่นใจเลยนะคะ แต่การชมเชยที่ดีไม่ใช่แค่การพูดว่า “เก่งมาก” ลอยๆ นะคะ เราควรจะชมเชยอย่างเจาะจงและจริงใจค่ะ เช่น แทนที่จะบอกว่า “วาดรูปสวยจัง” ลองเปลี่ยนเป็น “แม่ชอบสีเขียวที่คุณลูกใช้ระบายต้นไม้จังเลย มันทำให้ต้นไม้ดูสดชื่นมากเลยนะ” หรือถ้าลูกช่วยเก็บของเล่น เราก็อาจจะชมว่า “ขอบคุณมากเลยลูกที่ช่วยเก็บของเล่นเข้าที่ได้เรียบร้อย แบบนี้ห้องเราก็สะอาดน่าอยู่แล้ว” การชมเชยที่เจาะจงแบบนี้จะทำให้เด็กรู้ว่าเขาทำอะไรได้ดี และจะพยายามทำสิ่งนั้นให้ดียิ่งขึ้นไปอีกค่ะ ที่สำคัญคือมันช่วยสร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับเด็กๆ ว่าพวกเขาสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ และมีคุณค่าในแบบของตัวเองค่ะ ดิฉันเชื่อว่าคำชมที่จริงใจและถูกจังหวะสามารถสร้างแรงบันดาลใจและเป็นแรงผลักดันให้เด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคตได้อย่างแน่นอนเลยค่ะ
| ประเภทเครื่องมือ | ตัวอย่างกิจกรรม/เครื่องมือ | ประโยชน์ที่ได้รับ |
|---|---|---|
| การเล่นที่ไม่ต้องใช้จอ (Unplugged Learning) | Unplugged Coding (เช่น เกมเขาวงกต, จัดเรียงบล็อกคำสั่ง), ศิลปะสร้างสรรค์, งานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติ | ฝึกการคิดเชิงตรรกะ, การแก้ปัญหา, ความคิดสร้างสรรค์, กล้ามเนื้อมือมัดเล็ก |
| เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ (EdTech) | แอปพลิเคชันเสริมทักษะสำหรับเด็ก (เช่น เกมตัวอักษร, เกมคณิตศาสตร์), ช่อง YouTube เพื่อการศึกษา, เว็บไซต์ติดตามพัฒนาการ | เสริมทักษะภาษา, คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, ทักษะสังคม, ติดตามพัฒนาการ, เพิ่มความสะดวกให้ผู้ปกครอง |
| สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ | มุมหนังสือ, มุมศิลปะ, มุมธรรมชาติ (สวนเล็กๆ) | สร้างนิสัยรักการอ่าน, กระตุ้นจินตนาการ, ฝึกประสาทสัมผัส, ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการสำรวจ |
| กิจกรรมพัฒนาทักษะ EF | เกมในครัวเรือน (จัดโต๊ะ, รดน้ำต้นไม้), เล่านิทาน, บทบาทสมมติ | ฝึกการวางแผน, การจดจ่อ, การควบคุมตนเอง, การคิดเชิงวิเคราะห์, การเข้าใจผู้อื่น |
| ของเล่นจากธรรมชาติ/วัสดุเหลือใช้ | ของเล่น DIY จากกล่องกระดาษ, ใบไม้, ดอกไม้, ก้อนหิน, ทราย | ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์, พัฒนากล้ามเนื้อมือ, การแก้ปัญหา, การเชื่อมโยงกับธรรมชาติ, ความภาคภูมิใจในตนเอง |
| การสื่อสารเชิงบวก | การฟังอย่างตั้งใจ, การชมเชยอย่างจริงใจ, การตั้งคำถามปลายเปิด | สร้างความมั่นใจในตนเอง, พัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคม, สร้างความผูกพัน, การแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ |
ปิดท้ายกันค่ะ
เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับคุณพ่อคุณแม่และคุณครูที่กำลังมองหาวิธีส่งเสริมพัฒนาการของเด็กๆ อย่างรอบด้านนะคะ ดิฉันเองในฐานะที่ได้คลุกคลีกับเด็กๆ มานาน ได้เห็นพลังวิเศษในตัวพวกเขาทุกวันค่ะ การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องสี่เหลี่ยม หรือหน้าจอเท่านั้น แต่เราสามารถสร้างช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ที่สนุกสนานและมีความหมายได้จากทุกที่ ทุกเวลา ด้วยสิ่งง่ายๆ รอบตัวเรานี่แหละค่ะ แค่เราเปิดใจ สังเกต และลงมือทำไปพร้อมกับลูกหลานของเรา ดิฉันเชื่อว่าเราทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งการเรียนรู้และความสุขให้กับเด็กๆ เพื่อให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแกร่ง มีความคิดสร้างสรรค์ และพร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมั่นใจค่ะ มาร่วมสร้างอนาคตที่ดีที่สุดให้กับเจ้าตัวน้อยของเราไปด้วยกันนะคะ!
เกร็ดความรู้ที่คุณไม่ควรพลาด
1. กิจกรรม Unplugged Coding ช่วยเสริมสร้างตรรกะและการแก้ปัญหาโดยไม่จำเป็นต้องใช้หน้าจอเลยค่ะ ลองหากิจกรรมง่ายๆ อย่างเกมเดินตามคำสั่ง หรือจัดเรียงบล็อกดูนะคะ
2. สื่อดิจิทัลสำหรับเด็กควรเลือกที่เน้นการโต้ตอบและสอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย และอย่าลืมจำกัดเวลาการใช้หน้าจอ เพื่อให้มีเวลาสำหรับกิจกรรมอื่นด้วยค่ะ
3. การจัดมุมหนังสือและมุมศิลปะที่บ้าน ช่วยกระตุ้นจินตนาการ สร้างนิสัยรักการอ่าน และส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ
4. ทักษะ EF (Executive Functions) สำคัญมากค่ะ สามารถฝึกได้จากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การช่วยงานบ้านง่ายๆ เล่นเกมกระดาน หรือบทบาทสมมติ
5. การสื่อสารเชิงบวก โดยเฉพาะการฟังอย่างตั้งใจและการชมเชยอย่างจริงใจ เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจและพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคมของเด็กๆ ได้อย่างยั่งยืนค่ะ
ประเด็นสำคัญที่อยากฝากไว้
จากทั้งหมดที่เราได้พูดคุยกันมา สิ่งที่ดิฉันอยากเน้นย้ำมากๆ คือ การพัฒนาเด็กปฐมวัยนั้นไม่จำเป็นต้องซับซ้อน หรือต้องพึ่งพาอุปกรณ์ราคาแพงเสมอไปค่ะ หัวใจหลักอยู่ที่ความเข้าใจในธรรมชาติของเด็กแต่ละคน และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้แบบองค์รวม ไม่ว่าจะเป็นการให้โอกาสพวกเขาได้คิด ได้ลงมือทำ ได้แก้ไขปัญหาด้วยตัวเองผ่าน Unplugged Coding หรือกิจกรรมศิลปะง่ายๆ การเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดเป็นเครื่องมือเสริม ไม่ใช่เครื่องมือหลัก ไปจนถึงการจัดมุมต่างๆ ในบ้านที่กระตุ้นการเรียนรู้และจินตนาการ การใส่ใจพัฒนาทักษะ EF ผ่านเกมในชีวิตประจำวัน และที่สำคัญที่สุดคือการสื่อสารเชิงบวก ที่สร้างความผูกพัน ความมั่นใจ และความรู้สึกปลอดภัยให้กับลูกๆ ของเราค่ะ ทุกวินาทีที่เราใช้ไปกับลูกอย่างมีคุณภาพ คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ายิ่งกว่าสิ่งใด เพราะเรากำลังสร้างอนาคตของชาติที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและมีความสุขอย่างแท้จริงค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: เครื่องมือหรือสื่อการเรียนรู้แบบไหนที่เหมาะกับเด็กปฐมวัยตามหลักสูตรใหม่ปี 2568 และหาซื้อง่าย ไม่แพงเกินไปคะ
ตอบ: โอ้โห! คำถามนี้โดนใจคุณครูและผู้ปกครองหลายท่านเลยค่ะ ที่ดิฉันเจอมาและลองใช้แล้วเห็นผลจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องแพงเลยนะคะ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2568 เน้นเรื่อง “สมรรถนะ” และ “การเรียนรู้ผ่านการเล่น การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดี และการลงมือปฏิบัติ” เป็นหลักเลยค่ะ เพราะฉะนั้น สื่อที่ดิฉันอยากแนะนำคือ:สื่อจากธรรมชาติและสิ่งรอบตัว: เช่น ใบไม้ กิ่งไม้ ก้อนหิน ทราย น้ำ ดินเหนียว หรือแม้แต่เศษวัสดุเหลือใช้ในบ้านเรานี่แหละค่ะ เด็ก ๆ สามารถเอามาสร้างสรรค์ได้ไม่รู้จบเลย ไม่ว่าจะเป็นการต่อเติมเป็นรูปร่างต่าง ๆ (ฝึกกล้ามเนื้อมือ การคิดเชิงมิติ) หรือเอามาเป็นอุปกรณ์เล่นบทบาทสมมติ (เสริมสร้างจินตนาการ ทักษะทางสังคม) พวกนี้ต้นทุนน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลยค่ะ
บล็อกไม้ ตัวต่อ เลโก้: ของเล่นคลาสสิกที่ไม่เคยตกยุคเลยค่ะ การเล่นบล็อกไม้ช่วยพัฒนาทักษะทางกายภาพ กล้ามเนื้อมือ และการทำงานประสานกันของตาและมือได้อย่างดีเยี่ยม ที่สำคัญคือส่งเสริมการคิดเชิงตรรกะ การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ด้วยนะคะ เด็ก ๆ สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ได้ตามจินตนาการ ซึ่งตอบโจทย์การเรียนรู้แบบลงมือทำตามหลักสูตรใหม่เป๊ะเลยค่ะ
อุปกรณ์ศิลปะง่าย ๆ: สีเทียน สีน้ำ กระดาษ ดินสอ ปากกา เมจิก หรือดินสอสี คือโลกทั้งใบของเด็ก ๆ เลยค่ะ การได้ระบายสี วาดรูป ปั้นดินน้ำมัน หรือตัดแปะ เป็นการฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กและกล้ามเนื้อมือ ให้แข็งแรงพร้อมสำหรับการเขียนต่อไปในอนาคต แถมยังช่วยให้เด็กได้แสดงออกทางอารมณ์และความคิดสร้างสรรค์อย่างอิสระอีกด้วยค่ะ
หนังสือนิทานและสื่อกระดาษ: ราคาไม่แพงเลยค่ะ หาซื้อง่ายตามร้านค้าออนไลน์หรือร้านหนังสือทั่วไป หนังสือนิทานช่วยเสริมสร้างจินตนาการ ทักษะทางภาษา และปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เด็ก ๆ คุณครูหรือผู้ปกครองก็สามารถใช้หนังสือนิทานเป็นสื่อในการพูดคุยเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นพลเมืองที่ดีได้ด้วยนะคะ
กิจกรรม Unplugged Coding: ไม่ต้องใช้จอเลยค่ะ!
เป็นกิจกรรมที่สนุกมาก ๆ ช่วยฝึกการคิดเชิงตรรกะ การแก้ปัญหา และการทำงานอย่างเป็นขั้นตอน (Algorithm Thinking) ให้กับเด็ก ๆ ผ่านการเล่นเกมง่าย ๆ เช่น เกมบันไดงู เกมหาทางออก หรือการจัดเรียงบัตรคำสั่งให้ตัวละครเคลื่อนที่ ดิฉันเคยลองใช้กิจกรรมเหล่านี้กับเด็ก ๆ แล้วนะคะ พวกเขาชอบมาก เพราะมันเหมือนได้เล่นเกม แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการฝึกสมองไปในตัวเลยค่ะดิฉันอยากจะบอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ราคาของเครื่องมือนะคะ แต่เป็นการที่เด็ก ๆ ได้ลงมือทำ ได้ทดลอง ได้เล่นอย่างอิสระ และมีผู้ใหญ่คอยให้คำแนะนำและสนับสนุนอย่างใกล้ชิดค่ะ
ถาม: การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ควรทำอย่างไรให้เหมาะสมและไม่ทำให้เด็กติดจอคะ
ตอบ: นี่เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่คุณครูและผู้ปกครองหลายท่านเป็นกังวลมากเลยค่ะ ดิฉันเองก็เห็นมาเยอะนะคะว่าเทคโนโลยีมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ถ้าเราใช้เป็นก็จะเกิดประโยชน์มหาศาล แต่ถ้าใช้ไม่ถูกวิธี ก็อาจส่งผลเสียได้ค่ะเน้นเนื้อหาที่ส่งเสริมพัฒนาการ: เวลาเลือกแอปพลิเคชันหรือสื่อดิจิทัล ควรเลือกที่เน้นการเรียนรู้แบบโต้ตอบ (Interactive) ที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่ดูเฉย ๆ นะคะ เช่น แอปพลิเคชันที่ให้เด็กได้ลากวางตัวอักษร เรียนรู้ตัวเลข หรือเกมที่ต้องวางแผนเพื่อแก้ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ดิฉันเคยเจอแอปพลิเคชันที่สอนการผสมสีแล้วเด็ก ๆ ได้ลองผสมสีบนจอโดยไม่ต้องเปลืองอุปกรณ์จริง ๆ เลยค่ะ สนุกและได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน
จำกัดเวลาและดูแลอย่างใกล้ชิด: สิ่งนี้สำคัญมากค่ะ!
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำให้จำกัดเวลาการใช้จอของเด็กปฐมวัย ไม่ควรเกิน 1-2 ชั่วโมงต่อวัน และต้องมีผู้ใหญ่คอยอยู่ด้วยเสมอ คอยแนะนำ ตั้งคำถาม และพูดคุยกับเด็ก ๆ ว่ากำลังทำอะไร เรียนรู้อะไรอยู่ เพื่อให้การใช้เทคโนโลยีเป็นการเรียนรู้ที่มีความหมาย ไม่ใช่แค่การเล่นเกมไปเรื่อย ๆ นะคะ
สลับกับการเรียนรู้แบบ Unplugged Coding และกิจกรรมอื่น ๆ: อย่าให้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่การเล่นแบบจับต้องได้ หรือการทำกิจกรรมกลางแจ้งเด็ดขาดค่ะ อย่างที่ดิฉันเคยบอกไปแล้วว่า Unplugged Coding เป็นทางเลือกที่ดีมากในการฝึกทักษะการคิดเชิงตรรกะโดยไม่ต้องใช้จอ เราอาจจะจัดตารางเวลาให้ชัดเจน เช่น เช้าเล่นบล็อกไม้ บ่ายออกไปสำรวจธรรมชาติ เย็นค่อยมาใช้แอปพลิเคชันเพื่อการศึกษาเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ค่ะ
เป็นแบบอย่างที่ดี: เด็ก ๆ มักจะเลียนแบบผู้ใหญ่นะคะ ถ้าเราเองใช้เวลาอยู่กับจอมากเกินไป เด็ก ๆ ก็มีแนวโน้มที่จะทำตามไปด้วยค่ะ ลองลดการใช้โทรศัพท์มือถือของเราลงบ้าง แล้วหันมาทำกิจกรรมร่วมกับลูก ๆ แทนนะคะ การได้ใช้เวลาร่วมกันถือเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีที่สุดค่ะดิฉันเชื่อว่าเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่ดีที่จะมาช่วยเสริมการเรียนรู้ได้ ถ้าเราใช้มันอย่างชาญฉลาดและมีความเข้าใจในพัฒนาการของเด็ก ๆ ค่ะ
ถาม: หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2568 เน้นอะไรเป็นพิเศษ และคุณครูหรือผู้ปกครองควรเตรียมตัวอย่างไรบ้างคะ
ตอบ: หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2568 มีการปรับปรุงเพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และเน้นการพัฒนาเด็กให้มี “สมรรถนะ” ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ค่ะ จากที่ดิฉันศึกษามาและได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน สาระสำคัญของหลักสูตรนี้คือ:เน้นการพัฒนาสมรรถนะรอบด้าน: หลักสูตรใหม่นี้จะมองเด็กเป็นองค์รวมมากขึ้น โดยมีการปรับพัฒนาการที่มุ่งเน้นเป็น 5 ด้านหลัก ๆ ได้แก่ ด้านสุขภาวะทางกาย, ด้านอารมณ์ จิตใจ และสังคม, ด้านความเป็นพลเมืองและความเป็นไทย, และด้านสติปัญญา ซึ่งแต่ละด้านจะเน้นความสามารถที่เด็กควรมีเมื่อจบช่วงปฐมวัย เช่น การสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น
การเรียนรู้ผ่านการเล่น การลงมือทำ และปฏิสัมพันธ์ที่ดี: จุดนี้สำคัญมากค่ะ!
ปรัชญาใหม่ของหลักสูตรนี้ระบุชัดเจนว่าเด็กปฐมวัยควรเรียนรู้ผ่านการเล่น การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดี และการลงมือปฏิบัติ นั่นหมายความว่า การเรียนรู้ไม่ควรอยู่แค่ในตำรา หรือการนั่งฟังคุณครูสอนอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้สำรวจ ทดลอง ค้นพบด้วยตัวเอง และมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ และครูผู้สอนค่ะ
ครูและผู้ปกครองคือหัวใจสำคัญ: หลักสูตรเน้นย้ำบทบาทของคุณครูและผู้ปกครองอย่างมาก โดยเฉพาะการให้ความรัก ความเอื้ออาทร และความเข้าใจต่อเด็ก ผู้ใหญ่จะต้องเป็นผู้ที่สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้แบบ Active Learning หรือการเรียนรู้เชิงรุก ให้เด็ก ๆ ได้ตั้งคำถาม ได้เลือก ได้ตัดสินใจ และแสดงออกอย่างอิสระสำหรับการเตรียมตัวนะคะ:สำหรับคุณครู: สพฐ.
มีแผนที่จะนำหลักสูตรนี้ไปใช้จริงในปีการศึกษา 2568 และจะมีการอบรมพัฒนาครูผู้สอนให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรและสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ คุณครูควรติดตามข่าวสารการอบรมและเข้าร่วมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เข้าใจแนวทางและสามารถออกแบบการจัดประสบการณ์ที่สอดคล้องกับหลักสูตรได้อย่างมั่นใจค่ะ ดิฉันเคยไปร่วมงานอบรมของ สพฐ.
มาบ้าง ก็ได้เห็นว่ามีการนำ AI มาช่วยลดภาระครูในการออกแบบหลักสูตรและการวัดผลด้วยนะคะ ซึ่งน่าสนใจมาก ๆ เลยค่ะ
สำหรับผู้ปกครอง: ลองเปิดใจเรียนรู้แนวทางใหม่ ๆ ของหลักสูตรนี้ดูนะคะ เน้นการส่งเสริมให้ลูกได้เล่น ได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้ใช้กล้ามเนื้อ ได้คิด ได้แก้ปัญหาด้วยตัวเอง ไม่ต้องกังวลกับการเร่งเรียนวิชาการมากเกินไปค่ะ การมีส่วนร่วมกับโรงเรียนและคุณครูก็เป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อให้การส่งเสริมพัฒนาการของลูกเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนค่ะ การเข้าใจว่าลูกเรียนรู้อะไรจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่โรงเรียนจัดให้ จะช่วยให้เราสามารถต่อยอดการเรียนรู้ที่บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะดิฉันหวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับคุณครูและผู้ปกครองทุกท่านนะคะ การศึกษาปฐมวัยเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาคนเลยค่ะ เรามาช่วยกันสร้างอนาคตที่ดีให้กับเด็ก ๆ ของเราไปพร้อมกันนะคะ!






